สอบถามข้อมูล ได้ที่ LINE: @bookplus (มี @ ด้วย) เพิ่มเพื่อน

ที่มา : freepik.com, pixabay.com

ปัจจุบันเริ่มพบผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงคือ ความดันโลหิตสูง มีรูปร่างอ้วนที่ลำตัวมากกว่าแขนขา เป็นเบาหวาน และมีภาวะไขมันในเลือดสูง รวมถึงผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี โรคภูมิแพ้ และผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบ หรือยาลดไขมันในเลือด

นอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำหรือผู้ที่ขาดอาหารเป็นเวลานานก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันในตับได้เช่นกัน เพราะหากร่างกายขาดอาหารนานเกิน 6 – 8 ชั่วโมง ร่างกายจะนำเอาไขมันจากเนื้อเยื่อมาไว้ที่ตับเพื่อให้ตับแปรรูปเป็นสารพลังงาน ยิ่งอดอาหารเป็นเวลานานก็จะยิ่งทำให้มีไขมันสะสมที่ตับมากขึ้นจนตับไม่สามารถแปรรูปไขมันทั้งหมดได้ เกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับในที่สุด

ที่มา : freepik.com, pixabay.com

การดูแลและป้องกันตัวเองจากภาวะไขมันพอกตับ

  1. ทานอาหารให้ครบทุกมื้อ ควรเน้นหนักมื้อเช้า และทานมื้อเย็นให้น้อยกว่ามื้ออื่นๆ
  2. คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากน้ำหนักขึ้นหรืออ้วนจนเกินไปควรลดน้ำหนักประมาณ 1 – 2 กิโลกรัมต่อเดือน และควรลดอย่างถูกวิธี
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน
  4. ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ เนย
  5. ลดการบริโภคขนบขบเคี้ยว
  6. เลี่ยงอาหารรสจัด พยายามเลือกทานอาหารรสชาติกลางๆ
  7. ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
  8. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
  9. งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  10. ไม่ใช้ยาหรืออาหารเสริมโดยไม่จำเป็น
  11. สำหรับคนอ้วนลงพุง ควรรักษาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  12. ควรตรวจเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  13. พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับอย่างน้อย 5 – 6 ชั่วโมงต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ภาวะไขมันพอกตับอาจเป็นสาเหตุให้ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง และหมั่นไปตรวจสุขภาพอยู่เสมอ

ข้อมูล : kapook.com, sriphat.med.cmu.ac.th, doctor.or.th